สงกรานต์นี้ น้องการะเกดหนีมือชายพ้นหรือเปล่า?

จะตามขบวน ‘พี่หมื่น’ กับ ‘น้องการะเกด’ ไปรดน้ำสงกรานต์ที่อยุธยากับเขาด้วยสักหน่อย ก็พอดี สุจิตต์ วงษ์เทศ เขียนเรื่องไม่มีสาดน้ำสงกรานต์และไม่มีปีใหม่ไทยสมัยอยุธยาให้อ่านเปิดหูเปิดตาไว้ก่อนแล้ว ใน มติชนออนไลน์ เมื่อ 9 เมษายนที่ผ่านมา ก็เลยต้องปล่อยพี่หมื่นกับน้องไปก่อน

พอดีมีเรื่องสำคัญแบบไทยๆ มาพร้อมพฤติกรรมแบบไทยๆ ที่อาศัยประเพณีไทยๆแสดงนิสัยผู้ชายไทยๆออกมาให้ได้ยินอีก ก็เลยได้โอกาสผสมโรง

รู้กันมานานแล้วว่า เทศกาลสาดน้ำนี้ เป็นวาระแห่งชาติที่ชายไทยหัวใจปลาหมึกซึ่งมีมือยั้วเยี้ย พากันออกอาละวาดรังแกสุภาพสตรีเป็นนิจ

ฝ่ายราชการก็เช่นเคย ด้วยความปรารถนาดีที่เห็นแก่ฝ่ายชาย จึงบอกฝ่ายหญิงว่า กรุณาแต่งตัวให้มิดชิดหน่อยก่อนจะออกจากบ้านไปเล่นน้ำ

ทันทีที่ได้ยินความปรารถนาดีนั้น ก็มีปฏิกริยาจากฝ่ายสุภาพสตรีทันที ที่ไม่มีโอกาสพูดกับสาธารณะก็คงมีอยู่มากซึ่งอยากจะพูดแบบเดียวกัน แต่ที่มีโอกาสเช่น น้องซินดี้ สิรินยา บิชอพ บอกเสียงดังฟังชัดเลยว่า ไม่ใช่เธอเห็นด้วยกับการแต่งตัวล่อหูล่อตาผู้คนหรอกนะ แต่คนควรมีสิทธิแต่งตัวได้ตามความพอใจของตน จะมากำหนดกฎเกณฑ์กันได้อย่างไร ทำไมไม่ไปแสดงความปรารถนาดีกับฝ่ายชายไทยใจปลาหมึก ต้นเหตุของปัญหาบ้างล่ะ

น้อง ทับทิม มัลลิกา จงวัฒนา ก็สนับสนุนเช่นเดียวกันว่า เธอแต่งตัวเรียบร้อยออกไปงานเทศกาลกับครอบครัว ก็ถูกลวนลามเหมือนกัน ทั้งๆไม่ได้แต่งโป๊สักหน่อย

เช่นเดียวกับน้อง ใบเตย สุวพิชญ์ ไตรพรวรกิจ ที่บอกว่า ตั้งแต่อายุ 14-15 ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เที่ยวงานสงกรานต์กับที่บ้าน ก็ยังถูกลวนลามเลย

นี่ย่อมแสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า เรื่องนี้เป็น สันดอน ที่ขุดไม่ได้ของบรรดาชายไทยซึ่งมีหัวใจปลาหมึก ฉวยโอกาสในวาระสาดน้ำสงกรานต์ เจตนาเล่นถึงเนื้อถึงตัวกับฝ่ายสุภาพสตรีอย่างไม่คิดยับยั้งชั่งใจ ไม่ให้เกียรติ และไม่เคารพกันในฐานะเพื่อนมนุษย์

นี่ก็ด้วยสถานะของชายไทย เห็นว่าฝ่ายหญิงเป็นเหตุแห่งปัญหาอยู่ข้างเดียว เป็นความคิดความเห็นที่เนื่องมานับศตวรรษของผู้ที่เข้าใจว่ามีสถานะเหนือกว่า

ความผิดก็เลยไปอยู่ที่ผู้หญิง

ฝ่ายเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง แทนที่จะปกป้องฝ่ายหญิง ปกป้องฝ่ายเสียเปรียบ ว่าเที่ยวนี้หากจับได้ไล่ทัน หรือน้องๆถ่ายรูปมาฟ้องได้ละก็ เจ็บหนักแน่ อะไรทำนองนั้น กลับไปกวดขันเอากับน้องๆฝ่ายหญิงเสียได้ ไม่กลับตาลปัตรผิดด้านไปหรือ

ในความเป็นคน ทำไมผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องไม่คิดถึงความเสมอภาคเท่าเทียมกันในการดูแลรับผิดชอบ ในความแตกต่างระหว่างเพศ ทำไมฝ่ายราชการที่ควรมีทัศนะความคิดอันกว้างขวาง เนื่องจากต้องขจัดทุกข์บำรุงสุขผู้คนในสังคม จึงยังไม่เข้าใจความเสียเปรียบนานาประการของสตรี

ทัศนะล้าหลังจึงยังถูกเกาะกุมมาใช้กันอยู่ได้ยาวนาน เวลาชายดูถูกกันเอง ก็ว่า “หน้าตัวเมีย” เวลาจะเอาเปรียบเมียก็ว่า “ผู้หญิง” ต้อง “เป็นช้างเท้าหลัง” ว่ากันง่ายๆสบายอกสบายใจกันมาเป็นร้อยๆปี

ทั้งๆที่เป็นอยู่แต่ก็พากันตาบอดมองไม่เห็น ว่าตัวเมียที่เอาหน้าไปดูถูกกันนี่แหละ ที่เลี้ยงเพศผู้ให้เติบใหญ่ได้ดีกันมาเต็มบ้านเต็มเมือง

และที่บังคับให้เป็นช้างเท้าหลังนั้น ที่พันกี่หมื่นรายมาแล้ว ที่ตนได้แล้วทิ้ง ถกก้นหนีกันไปอย่างไม่รับผิดชอบ ประสาช้างเท้าหน้าหาแต่ความสะดวกสบาย ทิ้งให้ที่ตราหน้าว่าเป็นช้างเท้าหลังเลี้ยงลูกสามคนห้าคนจนโตขึ้นมาได้ ชนิดช้างเท้าหน้าไม่มีปัญญาทำ

อาศัยโอกาสนี้ น่าจะบรรลุเห็นแจ้งกันเสียที ทั้งบรรดาชายไทยหัวใจปลาหมึก ที่ต้องเตือนตัวเองให้พ่อแม่ลูกเมียมัดมือยั้วเยี้ยให้เรียบร้อยเสียก่อนออกจากบ้าน และฝ่ายราชการที่รับผิดชอบ ก็ต้องยอมรับให้ชาวบ้านปรับทัศนคติเสียหนักๆ ว่าในหลายกรณี อย่ารีบเห็นว่าสตรีเป็นเหตุแห่งปัญหาอยู่ร่ำไป บังคับหูตาตัวเองให้เร่งเปิดออกกว้างๆหน่อย

ว่าโลกหมุนไกลไปถึงไหนแล้ว ยังจะเอาม้ามาขู่น้องการะเกดอยู่ได้อีก

เปลี่ยนวาระแห่งชาติของการลวนลามเอาเปรียบสตรี มาเป็นวาระงดงามแห่งศักดิ์และศรีของผู้คนกันได้แล้ว

“สันดอน” ขุดได้.

อารักษ์.

ขอขอบคุณภาพประกอบและเนื้อหาจาก : news.msn.com/th-th

Facebook Comments

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*