“เศรษฐีจีน” รุกตลาด “ลอนดอน” “Golden Visas” อังกฤษพุ่ง

ปรากฏการณ์ “เศรษฐีจีน” แห่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศมีให้เห็นต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เพียงตลาดในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย หรือ ดูไบ แต่สัดส่วนนักลงทุนจีนที่ยื่นขอ “วีซ่านักลงทุนระดับ 1” (tier 1 investor visas) หรือเรียกว่า “วีซ่าบัตรทอง” (golden visas) ในสหราชอาณาจักร (UK) โดยเฉพาะ “กรุงลอนดอน” มีจำนวนมากขึ้นแซงหน้าเศรษฐีรัสเซีย

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา “ลอนดอน” คือแหล่งดึงดูดเศรษฐีชาวรัสเซียให้เข้าไปลงทุนด้านที่อยู่อาศัยมากที่สุด เนื่องจากมีกฎหมายและระบบความปลอดภัยที่เอื้ออำนวยมากกว่า โดยเฉพาะย่านเคนซิงตันและเชลซี ที่ตั้งชื่อถนนตามเมืองใหญ่ของรัสเซีย อย่างถนนมอสโก และถนนเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

แต่สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและรัสเซียที่ถูกบั่นทอนมาเรื่อย ๆ นับตั้งแต่ที่อังกฤษประกาศใช้มาตรการลงโทษต่อรัสเซีย เพื่อตอบโต้ที่พยายามผนวกแคว้นไครเมียในปี 2014 ลามมาจนถึงที่รัฐบาลอังกฤษสั่งเนรเทศนักการทูตรัสเซีย 23 คน เพราะเชื่อว่ารัสเซียอยู่เบื้องหลังการวางยาอดีตสายลับสองหน้าชาวรัสเซีย อาจเป็นหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ตลาดการลงทุนอังกฤษเปลี่ยนไป

ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่า ปีที่ผ่านมาจำนวนเศรษฐีชาวจีนที่ได้รับ “วีซ่าบัตรทอง” หรือวีซ่านักลงทุนระดับ 1 ของสหราชอาณาจักร มีจำนวนเพิ่มขึ้น 56% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ ชาร์ลีส์ ฟิล์มเมอร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ LJ Partnership ซึ่งเป็นพาร์ตเนอร์กับไฟแนนเชียล ไทมส์ มีสำนักงานอยู่ในกรุงลอนดอน กล่าวว่า เศรษฐีจีนเริ่มรุกตลาดการลงทุนในอังกฤษมาหลายปีต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลอังกฤษเองก็เปิดรับทุนจากต่างชาติมากขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนของ “เบร็กซิต”

โดยข้อมูลของ LJ Partnership ระบุว่า ในปี 2017 รัฐบาลอังกฤษอนุมัติ “วีซ่าบัตรทอง” ให้กับนักลงทุนต่างชาติไปทั้งหมด 355 ราย โดยเป็นเศรษฐีจากจีนแผ่นดินใหญ่ 116 คน และหากรวมเศรษฐีจากฮ่องกงและมาเก๊าเข้าด้วยจำนวนจะเพิ่มเป็น 146 คน

ทั้งนี้ เงื่อนไขภายใต้โครงการวีซ่าบัตรทองที่จะได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากรัฐบาลอังกฤษก็คือ มีการลงทุนในสหราชอาณาจักรอย่างน้อย 2 ล้านปอนด์ ซึ่งปรับจาก 1 ล้านปอนด์ ทั้งยังต้องเป็นการลงทุนใน 4 รูปแบบ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล, ทุนจดทะเบียน, สินทรัพย์ต่าง ๆ และอสังหาริมทรัพย์ และจะสามารถพำนักใน UK ได้นาน 3 ปี และสามารถยื่นคำร้องขอตั้งถิ่นฐานถาวรได้หลังจากนั้น

นอกจากนี้ ข้อระเบียบต่าง ๆ ของวีซ่าบัตรทองยังเอื้อต่อนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น โดยจะไม่มีข้อกำหนดทางด้านภาษา, อนุญาตให้ทำงานใน UK ได้, ไม่มีข้อกำหนดในการแสดงเงินบำรุงรักษา, สมาชิกในครอบครัวสามารถเข้าร่วมได้ และได้สิทธิในการเร่งรัดให้พิจารณาการตั้งถิ่นฐานถาวร

นายฟิล์มเมอร์กล่าวว่า “ความไม่แน่นอนของเบร็กซิตแทบไม่มีผลอะไรกับความสนใจของนักลงทุนจีนต่อตลาดอังกฤษ ขณะที่เศรษฐีจีนกลุ่มใหญ่มองว่า เบร็กซิตจะไม่สร้างความแตกต่างของนโยบายการเปิดรับทุนจากต่างชาติแม้แต่น้อย ยิ่งกว่านั้น มีแนวโน้มว่านักลงทุนจีนจะกลายเป็นกลุ่มทุนใหญ่ที่สุดในตลาด UK และเชื่อว่าจำนวนผู้ที่ได้รับวีซ่านักลงทุนจากรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นเป็น 250% ในอนาคต ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ทิ้งห่างเศรษฐีรัสเซีย”

ขณะเดียวกัน น.ส.ยู จี หัวหน้าฝ่าย think tank จาก China Foresight at LSE Ideas ของวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน มองว่า นักลงทุนยังมองว่าอังกฤษเป็นสถานที่ปลอดภัยด้านการเงินของโลก ซึ่งปรากฏการณ์เบร็กซิตไม่ได้สร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองของ UK มากนัก อีกทั้งความต้องการด้านเงินทุนเพื่อชดเชยกับสิ่งที่เสียไปหลังเบร็กซิตมีผลบังคับใช้ การลงทุนจากกลุ่มที่มั่งคั่งจากทั่วโลกคือทางออกที่ดีที่สุดของรัฐบาลอังกฤษ

มุมมองจาก “เสี่ยว เว่ยปิง” ประธาน บริษัท Advanced Business Park ซึ่งกำลังพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มูลค่า1.7 พันล้านปอนด์ในกรุงลอนดอน กล่าวว่า “นักลงทุนจีนไม่ได้ต้องการเพียงการต่อยอดทางธุรกิจในประเทศที่พัฒนาแล้ว และยังมีโอกาสทางธุรกิจสูง แต่สวัสดิการด้านอื่น ๆ อย่างการศึกษาและสาธารณสุขที่ดีที่สุด ก็เป็นปัจจัยที่ช่วยตัดสินใจการลงทุนเพื่ออนาคตได้เช่นกัน ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ของกลุ่มเศรษฐีจีนในเวลานี้”

 

ขอขอบคุณภาพประกอบและเนื้อหาจาก : news.msn.com/th-th

 

Facebook Comments

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*