ชิ้นส่วนรถบุกร้านความงาม ปั้นแบรนด์ปูพรมต่างจังหวัด

ร้านมัลติแบรนด์ความงามร้อนฉ่า ค่ายชิ้นส่วนรถยนต์ “ทาพาโก้” ทุ่ม 300 ล้าน ผุดบริษัทใหม่ รุกเปิดร้าน “เฮ้ บิวตี้สตรีท” รวบ 200 แบรนด์บิวตี้กลาง-ล่าง ปักธงสาขาแรกสีลม ก่อนเน้นบุกต่างจังหวัด รับโอกาสโตเพียบ หลังคู่แข่งกระจุกแค่กรุงเทพฯ พร้อมส่ง “บิวตี้ทรัก” เสริมทัพปลายปี เร่งเข้าถึงชุมชนย่านอุตสาหกรรม ชูสินค้าเข้าถึงง่ายเริ่มต้นเบา ๆ 59 บาท คาด 3 ปี เปิดครบ 100 สาขา พร้อมขยายไป CLMV 

นายณัฏฐ์พงษ์ ปัญจวรญาณ ประธานกลุ่มบริษัท ทาพาโก้ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกรถยนต์และอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ทิศทางของบริษัทต้องการสร้างความหลากหลายให้กับที่มาของรายได้เพื่อการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน จึงมีการมองหาธุรกิจที่มีศักยภาพที่จะเติบโตได้ดี ซึ่งกลุ่มเครื่องสำอางก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยใช้เวลาศึกษาถึง 2 ปี จึงได้ตั้งบริษัท ซีโฟร์ โกลบอล จำกัดขึ้น เพื่อทำธุรกิจร้านค้าปลีกความงามมัลติแบรนด์ ในชื่อ “เฮ้ สตรีทบิวตี้” โดยจะเปิดสาขาแรกที่อาคารญาดา ถนนสีลม ขนาด 250 ตร.ม. มีสินค้ากว่า 200 แบรนด์ รวมแล้วกว่า 10,000 รายการ ราคาตั้งแต่ 59 บาทไปจนถึงหลักพัน

แม้ตลาดดังกล่าวจะมีผู้เล่นมากกว่า 10 ราย และมีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง แต่มองว่าการแข่งขันยังดุเดือดเฉพาะแค่ในกรุงเทพฯเท่านั้น แต่ในต่างจังหวัดยังไม่รุนแรงมากนัก เป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าไปโฟกัสการขยายสาขา โดยภายในสิ้นปีจะเปิดให้ครบ 10 สาขา

ตลอดจนการส่งโมเดลรถขายสินค้าความงามเคลื่อนที่ หรือบิวตี้ทรัก ซึ่งจะมีความชัดเจนภายในไตรมาส 3 เพื่อเข้าถึงลูกค้าในชุมชนเล็ก ๆ ย่านมหาวิทยาลัย ย่านโรงงานอุตสาหกรรมได้ครอบคลุมมากขึ้น ประมาณ 20 คัน ก่อนที่จะพิจารณาแฟรนไชส์ เพื่อเร่งสปีดการขยายโมเดลนี้มากขึ้นในอนาคต รวมถึงช่องทางอีคอมเมิร์ซ คาดว่าปีนี้จะใช้งบฯลงทุนรวม 200-300 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างความแตกต่างไปจากร้านเชนอื่นที่อยู่ในตลาด และดึงดูดให้ลูกค้ามาใช้บริการ ได้วางกลยุทธ์ให้ร้านมีสินค้าที่ครอบคลุมทุกแคทิกอรี่ อาทิ เมกอัพ สกินแคร์ แอ็กเซสซอรี่ ฯลฯ รวมถึงสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์ที่เจรจาแล้ว 6 แบรนด์ และอยู่ระหว่างเจรจาเพิ่มอีก 10 กว่าแบรนด์ จากเกาหลี อเมริกา และยุโรป ตลอดจนการตกแต่งร้านที่ทันสมัย เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ มีมุมให้ทดลองสินค้า ชาร์จแบต และเซลฟี่

“ตลาดความงามในไทยมีมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะไลฟ์สไตล์และความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะแบรนด์ในกลุ่มกลางล่าง ที่มีราคาเข้าถึงง่าย มีการขยายตัวค่อนข้างสูง ผู้บริโภคเองก็เปิดรับเพราะราคาไม่แพง และของมีคุณภาพ ไม่ติดแบรนด์เหมือนในอดีต”

นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาตลาดต่างประเทศ ในกลุ่มซีแอลเอ็มวีและอินโดนีเซีย เพราะยังเป็นตลาดที่มีการแข่งขันน้อย มีประชากรจำนวนมาก โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ไดเวอร์ซิฟายธุรกิจจากผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ มีรายได้ต่อปีประมาณ 500 ล้านบาท สู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในสวีเดน ผ่านการซื้อกิจการ ทำให้มีรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2,000-3,000 ล้านบาท และธุรกิจเครื่องสำอางที่พัฒนาขึ้นเอง ในปีนี้จะมีรายได้ 500 ล้านบาท

ขอขอบคุณภาพประกอบและเนื้อหาจาก : news.msn.com/th-th

Facebook Comments

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of