พัฒนาการระบบโลเกชั่นเบสต่อยอดธุรกิจ

วิวัฒนาการของเทคโนโลยีโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง จากระบบ 2G สู่ 3G และ 4G มาพร้อมกับความเร็วในการรับส่งข้อมูล บวกกับความสามารถของสมาร์ทโฟนช่วยให้ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ เข้าถึงและค้นหาข้อมูลได้เพียงปลายนิ้วสัมผัสบวกกับปริมาณโทรศัพท์มือถือในบ้านเราที่มีจำนวนถึง 93 ล้านเลขหมาย

businessman-3306755_1920

© Matichon businessman-3306755_1920

ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรในประเทศ และในจำนวนนี้ยังมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตกว่า 46 ล้านเลขหมาย ส่งผลให้คนไทยออนไลน์เฉลี่ยสูงถึง 9.38 ชั่วโมงต่อวัน ในทุกอุปกรณ์การสื่อสาร และมีพฤติกรรมใช้โซเชียลมีเดียเฉลี่ย 3.8 ชั่วโมงต่อวัน โดยมีเฟซบุ๊กมาเป็นที่หนึ่ง รองลงมา คือ ยูทูบ ไลน์ เฟซบุ๊ก เมสเซนเจอร์ และอินสตาแกรม

ตัวเลขผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนดังกล่าว เปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียนำเทคโนโลยีที่มีอยู่บนมือถือ คือ ระบบแผนที่นำทาง หรือ GPS เข้ามาผนวกรวมกับเทคโนโลยีระบุตำแหน่ง (location based services : LBS) เพื่อนำเสนอบริการใหม่ ๆ ที่นำเอาการระบุตำแหน่งของผู้ใช้บริการสมาร์ทโฟนมาใช้ในหลากหลายมิติ อาทิ บริการค้นหา และแนะนำร้านอาหารที่อยู่ใกล้เคียง บอกทิศทางสำหรับบริการด้านโลจิสติกส์ การแจ้งข้อมูลกรณีฉุกเฉิน ติดตามสินทรัพย์ การโฆษณา รวมถึงบริการแบบเสมือนจริง 3 มิติ ด้วยเทคโนโลยี AR (augmented reality) เพื่อให้มองเห็นภาพมากขึ้น ผมขอยกตัวอย่าง

อาลีบาบา ที่นำเทคโนโลยีระบุตำแหน่งมาพัฒนาเป็นบริการ AutoNavi ภายใต้บริษัทลูกของ Alibaba ให้บริการแผนที่และระบบนำทาง โดยร่วมกับค่ายรถจากญี่ปุ่นพัฒนาระบบดังกล่าวติดตั้งไว้ในรถยนต์ด้วย นอกจากนี้ยังได้พัฒนาบริการซื้อขายออนไลน์แบบเสมือนจริง เพื่อช่วยให้ร้านค้าสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลให้กับลูกค้า โดยสามารถเลือกดูรายการหรือสินค้าในร้าน เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า มาทดลองสวมใส่ได้แบบเสมือนจริง หรือ virtual ก่อนตัดสินใจซื้อ

ด้าน Apple สร้างปรากฏการณ์ในตลาด LBS ด้วยแผนที่ในอาคารแบบ 3 มิติ สามารถระบุตำแหน่งหรือสถานที่และโต้ตอบกับผู้ใช้งานมือถือได้ ขณะที่ Google ได้ชื่อว่าเป็นผู้บริการค้นหาข้อมูลรายใหญ่ ที่เราคุ้นเคย ที่ได้พัฒนาระบบแผนที่นำทางดิจิทัลเข้ามารวมไว้ในเว็บเสิร์ชด้วย โดยเราค้นหาสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การค้นหาเครื่องเอทีเอ็ม ร้านอาหาร และปั๊มน้ำมัน ผ่านเว็บเสิร์ชของ Google หรือ Google Maps ได้

ในขณะที่เฟซบุ๊กได้พัฒนาโปรแกรมแอปพลิเคชั่นบอกตำแหน่งทั้งบนมือถือและเว็บไซต์ คือ Facebook Places ซึ่งช่วยให้ลูกค้าที่เข้ามาเช็กอินหน้าร้านค้าสามารถแบ่งปันข้อมูล หรือแชร์ให้เพื่อน ๆ ได้รับรู้ในวงกว้างขึ้น เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์หรือการทำตลาดที่ได้ผลต่อกลุ่มเป้าหมาย และขณะนี้ก็ได้รับความนิยมจากผู้ใช้เฟซบุ๊กเป็นอย่างมาก ทำให้มีการสร้างเพจเพื่อรีวิวร้านอาหาร หรือการท่องเที่ยวมากขึ้น ส่งผลให้เกิดผู้ประกอบการร้านค้าหน้าใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องโฆษณา

สำหรับในประเทศไทยได้นำเทคโนโลยี LBS มาใช้ในด้านบริการขนส่ง และการค้นหาร้านอาหาร พัฒนาการมาจากเว็บไซต์ และความชื่นชอบส่วนตัว หรือจากโซเชียลมีเดียส่วนตัว บนเฟซบุ๊กเพจ และอินสตาแกรม กระทั่งมีคนติดตามเป็นจำนวนมาก จึงพัฒนาต่อยอดเป็นแอปพลิเคชั่นบนมือถือ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานให้กับผู้ใช้บริการมือถือได้ดาวน์โหลด ไม่ว่าจะเป็น Wongnai, Eatigo, Openrice, Ginraidee เป็นต้น แอปพลิเคชั่นเหล่านี้ช่วยให้เราค้นหาร้านอาหารได้ง่าย

แม้ร้านนั้นจะอยู่ในพื้นที่ที่ไม่เห็นเด่นชัดก็ตาม เพราะฉะนั้น คำว่า ทำเลทอง ในยุคนี้อาจมีความสำคัญน้อยลง ซึ่งก็หมายความว่า ต้นทุนที่ต้องถมลงในพื้นที่ซึ่งเป็นทำเลทอง และมักจะกลายเป็น ทุนจม นั้นก็อาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไป หากผู้ประกอบการเปิดหน้าร้านและช่องทางให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ได้ทางอินเทอร์เน็ต

เทคโนโลยีระบุบอกตำแหน่งนี้ ยังมีข้อดีอีกอย่าง คือ สามารถใช้วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำการตลาดได้ด้วย โดยสามารถนำเสนอแคมเปญส่งเสริมการตลาดที่ตรงกับพฤติกรรมการใช้งาน ส่งมอบโปรโมชั่นที่ตรงใจลูกค้ามากขึ้น เช่น การแจ้งเตือนโปรโมชั่นเมื่อลูกค้ามาถึงร้าน หรือสถานที่ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับตำแหน่งปัจจุบันของลูกค้า จึงเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่หลายกลุ่มธุรกิจใช้กันมากขึ้นในปัจจุบันครับ

คอลัมน์ Smart SMEs โดย วีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ ธนาคารกรุงเทพ

ขอขอบคุณภาพประกอบและเนื้อหาจาก : news.msn.com/th-th

Facebook Comments

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of